"ฝันที่ไม่เป็นจริ" "ยังมีค่าไหม ?"
- Dr.Kasem THipayametrakul
- 2 days ago
- 1 min read

มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่เงียบ ๆ บนม้านั่งไม้ตัวเก่าในสวนสาธารณะยามเย็น แสงแดดกำลังค่อย ๆ อ่อนลงเหมือนเปลวเทียนที่ใกล้หมดไส้ ลมพัดใบไม้ให้ไหวเบา ๆ เสียงเด็ก ๆ หัวเราะอยู่ไกล ๆ แต่ในหัวของเขามีเพียงคำถามหนึ่งที่วนเวียนอยู่ไม่หยุด
“ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง…มันยังมีค่ากับชีวิตอยู่ไหม?”
เขานั่งนิ่งอยู่นานเหมือนกำลังฟังเสียงบางอย่างที่อยู่ลึกในตัวเอง
เมื่อหลายสิบปีก่อน เขาเคยมีความฝันที่ใหญ่โตมาก เขาอยากเป็นนักดนตรีที่ยิ่งใหญ่ อยากยืนอยู่บนเวทีใหญ่ ๆ มีไฟส่องลงมา มีผู้คนฟังเงียบกริบ แล้วโน้ตทุกตัวที่เขาเล่นจะลอยออกไปเหมือนดาวในท้องฟ้า
ตอนอายุยี่สิบ เขาฝึกหนักอย่างบ้าคลั่ง วันละหลายชั่วโมง มือพอง นิ้วแตก แต่หัวใจเต็มไปด้วยไฟ
ตอนอายุสามสิบ เขายังฝึกอยู่ แต่ไฟเริ่มลดลงบ้าง เพราะชีวิตเริ่มมีภาระ
ตอนอายุสี่สิบ เขายังรักดนตรี แต่ความฝันเดิมเริ่มเงียบลงเหมือนเสียงเพลงที่ค่อย ๆ หายไป
และตอนนี้…เขานั่งอยู่บนม้านั่งตัวนี้ พร้อมกับความคิดว่า
บางทีความฝันของเขา…อาจไม่มีวันเป็นจริง
ชายชราที่นั่งอยู่ปลายม้านั่งอีกด้านหนึ่งหันมามองเขาเล็กน้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นเหมือนคนที่อ่านความคิดคนอื่นออก
“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ” ชายชราถาม
เขาหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบตรง ๆ
“ผมกำลังคิดว่า ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง ยังมีค่ากับชีวิตอยู่ไหม”
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนกำลังเลือกคำตอบอย่างระมัดระวัง
แล้วเขาก็ถามกลับ
“เธอเคยปลูกต้นไม้ไหม”
“เคยครับ”
“แล้วต้นไม้ทุกต้นที่เธอปลูก เติบโตสมบูรณ์หมดไหม”
“ไม่ครับ บางต้นก็ตาย บางต้นก็โตไม่ดี”
ชายชราพยักหน้าเบา ๆ
“แต่ตอนที่เธอปลูก เธอรู้สึกว่ามันไร้ค่าไหม”
ชายหนุ่มนิ่งไป
เขานึกถึงวันที่เอามือขุดดิน วันที่รดน้ำ วันที่เฝ้าดูใบเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมา
“ไม่ครับ” เขาตอบช้า ๆ
ชายชรายิ้ม
“ความฝันก็เหมือนต้นไม้”
“บางต้นโตเป็นป่าใหญ่
บางต้นแค่ให้ร่มเงาเล็ก ๆ
บางต้นตายไปก่อนจะโต”
“แต่ทุกต้น…ทำให้คนที่ปลูกมัน กลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง”
ลมเย็นพัดผ่านสวนอีกครั้ง
ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง
เขาเริ่มคิดย้อนกลับไปในชีวิตของตัวเอง
ถ้าไม่มีความฝันในวันนั้น
เขาคงไม่ตื่นเช้ามาซ้อมกลองทั้งวัน
คงไม่อ่านหนังสือดนตรีจนดึก
คงไม่เดินทางไกลเพื่อไปฟังดนตรีดี ๆ
คงไม่เจอครูที่เปลี่ยนชีวิตเขา
คงไม่เจอลูกศิษย์ที่มองเขาด้วยแววตาแบบเดียวกับที่เขาเคยมองครูของตัวเอง
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่า
บางทีความฝันไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราไปถึงมัน
บางที…
มันมีไว้เพื่อพาเราเดินทาง
ชายชราเหมือนรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
จึงพูดต่ออย่างช้า ๆ
“คนจำนวนมากเข้าใจผิดเกี่ยวกับความฝัน”
“พวกเขาคิดว่าความฝันมีค่า…ก็ต่อเมื่อมันสำเร็จ”
“แต่ความจริงคือ”
“ความฝันมีค่าตั้งแต่วินาทีที่มันทำให้เราเริ่มเดิน”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น
“แล้วความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงล่ะครับ”
ชายชรามองไปยังสนามหญ้าที่เด็ก ๆ กำลังวิ่งเล่น
“บางครั้ง ความฝันของเราก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เราทำสำเร็จ”
“แต่มันเกิดมาเพื่อให้เรา สร้างบางอย่างให้โลก”
เขาชี้ไปที่เด็กคนหนึ่งที่กำลังตีลูกบอลพลาดแล้วหัวเราะเสียงดัง
“ครูดนตรีจำนวนมาก ไม่เคยเป็นศิลปินระดับโลก”
“แต่ลูกศิษย์ของพวกเขากลับเป็น”
“แล้วเธอคิดว่า…ความฝันของครูเหล่านั้นหายไปไหม”
ชายหนุ่มส่ายหัวช้า ๆ
ไม่…มันไม่ได้หายไป
มันแค่ เปลี่ยนมือ
เหมือนคบเพลิงที่ถูกส่งต่อ
เขานึกถึงลูกศิษย์หลายคนที่เคยมานั่งซ้อมอยู่หน้ากลองตัวเก่าในห้องเรียน
เด็กบางคนมือสั่น
บางคนตีไม่ตรงจังหวะ
บางคนเกือบเลิก
แต่บางคน…
เติบโตขึ้นอย่างงดงาม
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าในชีวิตของเขา
มีความฝันบางอย่างที่ยังคงเดินทางต่อไป
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนเดินไปกับมันแล้ว
พระอาทิตย์กำลังตก
แสงสีทองสาดลงบนต้นไม้ทั้งสวน
ชายชราลุกขึ้นช้า ๆ เหมือนคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จแล้ว
ก่อนจะเดินจากไป เขาหันกลับมาพูดประโยคหนึ่ง
“จำไว้นะ”
“ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง…ไม่ได้ไร้ค่า”
“มันคือความฝันที่ เปลี่ยนคนธรรมดา ให้กลายเป็นคนที่สามารถสร้างอนาคตให้คนอื่นได้”
ชายหนุ่มนั่งอยู่คนเดียวอีกครั้ง
แต่คราวนี้เขาไม่ได้รู้สึกว่างเปล่าเหมือนตอนแรก
เขามองท้องฟ้าที่เริ่มมีดาวดวงแรกปรากฏขึ้น
แล้วเขาก็เข้าใจบางอย่างอย่างลึกซึ้ง
ความฝันบางอย่าง
อาจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เราไปถึง
แต่มันถูกสร้างมาเพื่อให้เรา
กลายเป็นคนที่สามารถพาคนอื่นไปถึงได้
และบางที…
นั่นอาจเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตก็ได้.
----------------
อ.ดร.เกษม ทิพยเมธากุล



Comments