ทำไมมือกลองที่ดีจึงต้องเป็น “ผู้ฟัง” ก่อนเป็น “ผู้เล่น”?
ทำไมมือกลองที่ดีจึงต้องเป็น “ผู้ฟัง” ก่อนเป็น “ผู้เล่น”?

เวลาฝึกกลอง เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับสิ่งที่ตัวเองเล่น
ฟังเสียง Snare
เช็ก Tempo
แก้ Sticking
ฝึก Fill
เพิ่มความเร็ว แต่เมื่อก้าวจากห้องซ้อมไปสู่การเล่นกับวง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งจะเปลี่ยนไปทันที เราต้องเริ่ม ฟังสิ่งที่คนอื่นกำลังเล่น เพราะดนตรีไม่ใช่การนำเสียงหลาย ๆ เสียงมาเล่นพร้อมกันเท่านั้น แต่คือการทำให้เสียงเหล่านั้น สัมพันธ์กัน
4 เหตุผลที่มือกลองควรฝึก “การฟัง” ให้มากพอ ๆ กับการตี
1. ฟังเบส เพื่อสร้าง Rhythm Section กลองและเบสมักทำหน้าที่ร่วมกันเป็นรากฐานของวง
แต่คำว่า Lock ไม่ได้หมายความว่ากระเดื่องต้องเล่นตรงกับเบสทุกโน้ต
สิ่งสำคัญคือการฟัง Rhythm, Articulation, น้ำหนัก และความยาวของเสียง แล้วสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งสองเครื่องรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ Groove เดียวกัน
2. ฟังนักร้องและเสียงหลักของเพลงบางช่วงของเพลง นักร้องต้องการพื้นที่บางช่วงต้องการแรงสนับสนุนจากวง มือกลองที่ฟังจะรับรู้ว่าเมื่อไรควรเพิ่มพลัง เมื่อไรควรถอย และเมื่อไรควรปล่อยให้เสียงหลักเป็นผู้เล่าเรื่อง
3. ฟัง Dynamic ของทั้งวงเราอาจรู้สึกว่า Snare ของเรากำลังพอดี
แต่ถ้าทั้งวงกำลังเล่นเบามาก เสียงเดียวกันนั้นอาจดังเกินไป Dynamic จึงไม่ได้มีค่าเฉพาะตัว แต่สัมพันธ์กับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว การฟังภาพรวมจะช่วยให้เราปรับ Balance ได้ทันที
4. ฟังเพื่อโต้ตอบทางดนตรีดนตรีสดมีสิ่งที่โน้ตบนกระดาษบอกไม่ได้เสมอ
นักร้องอาจยืดประโยค มือกีตาร์อาจเพิ่มพลัง เบสอาจเปลี่ยน Articulation วงอาจสร้าง Crescendo ขึ้นเอง มือกลองที่ฟังอยู่ตลอดเวลาจะสามารถตอบสนองกับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือจุดที่การเล่นเริ่มกลายเป็น การสนทนา
ชวนคิด
เทคนิค ความเร็ว และ Rudiment เปรียบเหมือนคำศัพท์ที่เราเตรียมไว้
แต่ทักษะการฟังคือสิ่งที่บอกเราว่า
เมื่อไรควรใช้คำไหน และเมื่อไรไม่ต้องพูดอะไรเลย ดังนั้น มือกลองที่ดีอาจไม่ได้เป็นคนที่มีอะไรให้เล่นมากที่สุด แต่เป็นคนที่ ฟังออกว่า ณ เวลานั้น เพลงต้องการอะไรจากเขา



Comments