“เด็กที่เข้าใจ ‘#วิธีคิดของเพลง’ จะกลายเป็นนักดนตรีที่สื่อสารได้ทุกเวที”
- Dr.Kasem THipayametrakul
- Jul 15
- 3 min read

จากการเล่นโน้ต…สู่การคิดเป็นเพลง
“นักดนตรีที่ฟังไม่เป็น จะเล่นเป็นได้อย่างไร และนักดนตรีที่คิดไม่เป็น จะสื่อสารกับใครได้จริงหรือ”
จากการฝึกซ้อมสู่การสื่อสาร: เมื่อ “#ความแม่น” ยังไม่ใช่ “#ความเข้าใจ”
ในกระบวนการเรียนดนตรีร่วมวง ไม่ว่าจะเป็นในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือวงสมัครเล่นกับวงกึ่งอาชีพ เด็กนักเรียนส่วนใหญ่มักได้รับการฝึกฝนให้ “เล่นให้ถูกต้อง” เป็นอันดับแรก ซึ่งรวมถึงการตีโน้ตให้ตรงจังหวะ น้ำหนักเสียงที่แม่นยำ และการจำโครงสร้างการนับหรือฟอร์เมชันของวงอย่างเป๊ะ ซึ่งแน่นอนว่าทักษะเหล่านี้คือพื้นฐานสำคัญของการเป็นนักดนตรีที่มีความรับผิดชอบในวง
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ “เมื่อเด็กเล่นถูกแล้ว…เขารู้หรือไม่ว่าเขากำลังเล่นอะไร?” เสียงที่เขาส่งออกมานั้นกำลังสื่อสารอะไรในบริบทของบทเพลง? เป็นคำถามหรือคำตอบ? อยู่ในบทนำหรือบทสรุป? กำลังโต้ตอบกับเสียงอื่นในวง หรือกำลังเป็นเสาหลักที่เสียงอื่นยึดโยงอยู่?
นักเรียนจำนวนไม่น้อยอาจตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ เพราะการเรียนการสอนจำนวนมากยังเน้นที่ “ทักษะเชิงเทคนิค” (𝘁𝗲𝗰𝗵𝗻𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗰𝗼𝗿𝗿𝗲𝗰𝘁𝗻𝗲𝘀𝘀) เป็นหลัก โดยยังไม่พัฒนาไปสู่ “ทักษะการคิดเชิงโครงสร้าง” (𝘀𝘁𝗿𝘂𝗰𝘁𝘂𝗿𝗮𝗹 𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸𝗶𝗻𝗴) ซึ่งเป็นหัวใจของการทำความเข้าใจบทบาทของตนเองในฐานะ "เสียงหนึ่งในระบบ" มากกว่าจะเป็นเพียง "คนหนึ่งที่เล่นโน้ต"
การที่เด็กสามารถเล่นได้แม่นยำ แต่ไม่สามารถอธิบายหน้าที่ของเสียงตนเองในระบบดนตรีได้ สะท้อนถึงภาวะการเรียนรู้ที่ขาด “𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗺𝗲𝘁𝗮𝗰𝗼𝗴𝗻𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻” ซึ่งคือความสามารถในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองกำลังเล่น และเข้าใจโครงสร้างหรือจุดมุ่งหมายของเสียงเหล่านั้นในบริบทของวง
เมื่อขาด “𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗺𝗲𝘁𝗮𝗰𝗼𝗴𝗻𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻” เด็กอาจพัฒนาเป็นเพียง “ผู้ตามคำสั่งเสียง” (𝗻𝗼𝘁𝗲 𝗲𝘅𝗲𝗰𝘂𝘁𝗼𝗿) มากกว่า “ผู้ร่วมสื่อสารทางเสียง” (𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗰𝗼𝗺𝗺𝘂𝗻𝗶𝗰𝗮𝘁𝗼𝗿) และความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นกับเพลงจะเป็นเพียงความจำและกล้ามเนื้อ มากกว่าจะเป็นการเข้าใจและปฏิสัมพันธ์เชิงความคิด
ประเด็นนี้สำคัญมากในวงโยธวาทิตและวงซิมโฟนิกแบรนด์ เพราะโครงสร้างของวงประเภทนี้มีความซับซ้อนทางไดนามิก การจัดวางบทบาท และการตอบโต้ของเสียงอย่างต่อเนื่อง เสียงของแซกโซโฟนอัลโตอาจต้องสนทนากับทรัมเป็ต เสียงของคลาริเน็ตอาจทำหน้าที่ประคองโครงสร้างช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือเสียงกลองเบสอาจเป็นตัวกำกับอารมณ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาแต่รู้สึกได้ด้วยจังหวะ หากนักเรียนไม่สามารถ “มองเห็น” ความสัมพันธ์เหล่านี้ เสียงของพวกเขาก็จะไม่สามารถ “สื่อสาร” ได้อย่างมีความหมาย
กล่าวโดยสรุป การฝึกฝนอย่างแม่นยำเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การฝึกฝนให้เข้าใจว่า “เสียงของตนอยู่ตรงไหนในบทสนทนาเสียงทั้งหมด” ต่างหาก คือเป้าหมายของการเรียนดนตรีในระดับที่ลึกกว่า การสื่อสารทางดนตรีเกิดขึ้นเมื่อทุกเสียงรู้ว่าตนเองกำลังพูดอะไร กับใคร และเมื่อใด และการรู้เช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการจำโน้ต…แต่มาจากการฝึก “คิดเป็นเพลง”
ความหมายของ “#วิธีคิดของเพลง”: จากโครงสร้างเสียงสู่ความเข้าใจเชิงความหมาย
“วิธีคิดของเพลง” หรือ 𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗧𝗵𝗶𝗻𝗸𝗶𝗻𝗴 คือกระบวนการคิดที่ช่วยให้นักดนตรีมองเห็นดนตรีในฐานะภาษาหนึ่งที่มีตรรกะ โครงสร้าง และเจตนา ไม่ใช่แค่ลำดับของโน้ตหรือเสียงที่ต้องเล่นให้ถูกต้องตามที่เขียนไว้ในกระดาษ
ในทางดนตรี “การคิดแบบดนตรี” แตกต่างจาก “การจำโน้ต” ตรงที่ผู้เรียนจะไม่ได้จดจำแต่เพียงเสียงแต่ละตัว แต่จะมองเห็น ความสัมพันธ์ระหว่างเสียง และ บริบทของเสียงเหล่านั้นในภาพรวมของเพลง เช่นเดียวกับการเรียนภาษาที่ไม่ได้จำแต่คำศัพท์ แต่เข้าใจวลี ประโยค และการวางน้ำเสียงตามเจตนา “วิธีคิดของเพลง” ทำให้นักดนตรีมองเห็นว่าเสียงแต่ละเสียงมีหน้าที่อะไรในบทสนทนาทางดนตรี และกำลังสื่อสารกับใคร
ตัวอย่างเช่น หากเสียงหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างโดดเด่นหลังจากช่วงของความเงียบ ผู้ที่มีวิธีคิดแบบดนตรีจะรู้ว่านี่อาจเป็น “การเน้น” หรือ “การตอบโต้” กับท่อนก่อนหน้า หรือถ้าท่อนเมโลดี้เดิมกลับมาอีกครั้งในคีย์ที่ต่างออกไป เด็กที่คิดเป็นเพลงจะเข้าใจว่านี่คือ “การพัฒนา” หรือ “การเปลี่ยนอารมณ์” ของวลีเดิม มากกว่าเพียงแค่การเล่นซ้ำ
การมีวิธีคิดแบบนี้ทำให้เด็กสามารถตอบคำถามเชิงโครงสร้าง เช่น
• “ทำไมท่อนนี้ถึงต้องเล่นเบา?”
• “เสียงที่เรากำลังเล่น เป็นพื้นหลังหรือเสียงนำ?”
• “ความเงียบตรงนี้กำลังสื่อสารอะไร?”
• “เสียงเพื่อนร่วมวงที่ได้ยิน กำลังรอการตอบสนองจากเราอยู่หรือไม่?”
จากการวิเคราะห์ของนักจิตวิทยาดนตรีอย่าง 𝗞𝗲𝗶𝘁𝗵 𝗦𝘄𝗮𝗻𝘄𝗶𝗰𝗸 และ 𝗟𝘂𝗰𝘆 𝗚𝗿𝗲𝗲𝗻 (𝟮𝟬𝟬𝟮) แนวคิด “𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝘂𝗻𝗱𝗲𝗿𝘀𝘁𝗮𝗻𝗱𝗶𝗻𝗴” ไม่ได้เกิดจากการฝึกเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเรียนรู้ผ่าน การคิดเชิงเปรียบเทียบ การตั้งคำถามต่อเสียง และ การทดลองวิเคราะห์บทเพลงด้วยตนเอง เด็กที่ได้รับการฝึกให้คิดเป็นเพลง จะมีแนวโน้มในการ “ฟังอย่างมีเป้าหมาย” มากกว่าแค่ฟังเพื่อเลียนแบบ หรือเล่นตามให้ถูกต้อง
***อ้างอิง
𝗦𝘄𝗮𝗻𝘄𝗶𝗰𝗸, 𝗞. (𝟭𝟵𝟴𝟴). 𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰, 𝗺𝗶𝗻𝗱 𝗮𝗻𝗱 𝗲𝗱𝘂𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻. 𝗥𝗼𝘂𝘁𝗹𝗲𝗱𝗴𝗲.
𝗚𝗿𝗲𝗲𝗻, 𝗟. (𝟮𝟬𝟬𝟮). 𝗛𝗼𝘄 𝗽𝗼𝗽𝘂𝗹𝗮𝗿 𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗶𝗮𝗻𝘀 𝗹𝗲𝗮𝗿𝗻: 𝗔 𝘄𝗮𝘆 𝗮𝗵𝗲𝗮𝗱 𝗳𝗼𝗿 𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰 𝗲𝗱𝘂𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻. 𝗔𝘀𝗵𝗴𝗮𝘁𝗲.
อีกประเด็นสำคัญคือ “วิธีคิดของเพลง” ไม่ใช่เรื่องของความสามารถเฉพาะทาง แต่สามารถฝึกได้โดยผ่านการออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามกับเสียงที่เล่น เช่น การให้วิเคราะห์โครงสร้างวลีดนตรี การเปรียบเทียบท่อน 𝗔 กับท่อน 𝗕 หรือการให้เด็กแต่งทำนองของตนเองเพื่อสะท้อนรูปแบบของเพลงต้นฉบับ สิ่งเหล่านี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็กพัฒนาความเข้าใจต่อ “ความหมาย” มากกว่าความจำเพียงผิวเผิน
ดังนั้น “𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗧𝗵𝗶𝗻𝗸𝗶𝗻𝗴” คือการเปลี่ยนจาก “มือที่จำเสียง” เป็น “สมองที่เข้าใจบทเพลง” และการเปลี่ยนนี้จะกลายเป็นรากฐานของการเป็นนักดนตรีที่สามารถสื่อสารกับผู้อื่น ผ่านเสียงที่มีเจตนา มีโครงสร้าง และมีบริบท
ผลลัพธ์เมื่อเด็ก "#คิดเป็นเพลง": จากผู้เล่นสู่ผู้สื่อสารทางเสียง
เมื่อกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนพัฒนาไปถึงระดับที่สามารถ “คิดเป็นเพลง” หรือ 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸 𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹𝗹𝘆 ได้ พฤติกรรมทางดนตรีของพวกเขาจะเปลี่ยนจาก การทำตามคำสั่ง ไปสู่ การมีส่วนร่วมอย่างมีสติ ในทุกการแสดงออกทางเสียง เด็กจะเริ่มตระหนักว่าตนเองไม่ได้เพียงแค่ผลิตเสียง แต่กำลังมีบทสนทนากับผู้ฟังและเพื่อนร่วมวงผ่านการใช้เสียงนั้นเป็นภาษาหนึ่ง
หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญคือ การฟังเชิงสัมพันธ์ (𝗿𝗲𝗹𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻𝗮𝗹 𝗹𝗶𝘀𝘁𝗲𝗻𝗶𝗻𝗴) นักเรียนที่คิดเป็นเพลงจะไม่เล่นโดยลืมสิ่งแวดล้อมทางเสียงรอบตัว แต่จะเริ่ม “ฟังเพื่อเข้าใจ” ว่าเสียงของตนอยู่ในบริบทใดของวง ฟังว่าเมโลดี้มาจากไหน การตอบสนองเกิดอย่างไร และจังหวะร่วมกันเป็นอย่างไร การฟังในลักษณะนี้เปลี่ยนบทบาทของนักเรียนจาก “ผู้แยกตัว” เป็น “ผู้ประสาน” และเสริมสร้างความเข้าใจว่าเสียงของแต่ละคนมีผลต่อคุณภาพของการแสดงรวมอย่างไร
อีกมิติหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ การควบคุมน้ำหนักและเวลา (𝗱𝘆𝗻𝗮𝗺𝗶𝗰 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗲𝗺𝗽𝗼𝗿𝗮𝗹 𝗮𝘄𝗮𝗿𝗲𝗻𝗲𝘀𝘀) นักเรียนจะเริ่มสังเกตว่า “เสียงดัง” ไม่ได้แปลว่า “มีพลัง” เสมอไป และ “เสียงเงียบ” ก็อาจเป็นเสียงที่ทรงพลังที่สุดในช่วงเวลาหนึ่ง พวกเขาจะสามารถเล่นเสียงเดียวให้เกิดผลทางอารมณ์ได้มากขึ้น ด้วยการเข้าใจจุดประสงค์ของเสียงนั้นในโครงสร้างของเพลง เช่น เสียงหนึ่งที่ต้องมาในจังหวะที่แน่นอนเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมของอารมณ์ หรือเสียงอีกเสียงหนึ่งที่ต้องนุ่มนวลเพื่อเปิดพื้นที่ให้เครื่องดนตรีอื่นได้เปล่งออกมา
ผลของกระบวนการนี้ยังส่งผลต่อ ความสามารถในการปรับตัวระหว่างบริบทของวงดนตรี เด็กที่คิดเป็นเพลงสามารถเคลื่อนย้ายจากการเล่นในวงเล็ก ไปสู่วงขนาดใหญ่ หรือเปลี่ยนจากบทบาทหนึ่งไปสู่อีกบทบาทหนึ่งได้โดยไม่สูญเสียแก่นของการสื่อสาร พวกเขาจะสามารถสื่อสารกับเพื่อนร่วมวงที่มาจากวัฒนธรรมการเล่นที่ต่างกันได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาเข้าใจคือ โครงสร้างความสัมพันธ์ของเสียง ไม่ใช่แค่เทคนิคหรือรูปแบบของโน้ตที่ใช้
ในระดับที่สูงขึ้น เด็กเหล่านี้ยังสามารถวิเคราะห์เสียงของตนเองในระหว่างการแสดงได้แบบเรียลไทม์ (𝗿𝗲𝗮𝗹-𝘁𝗶𝗺𝗲 𝗺𝗲𝘁𝗮𝗰𝗼𝗴𝗻𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻) พวกเขาอาจรู้ว่าเสียงของตนกำลังเบี่ยงเบนจากความตั้งใจ และสามารถปรับให้กลับเข้าสู่บริบทได้อย่างไม่ต้องรอคำสั่ง ครูจึงไม่จำเป็นต้องบอกทุกจุด หากผู้เรียนมีความเข้าใจใน “เจตนา” ของผู้ประพันธ์และ “บทบาทของตน” ในเพลงอย่างลึกซึ้ง
ที่สำคัญที่สุดคือ เด็กที่มีวิธีคิดแบบดนตรีจะเริ่ม “คิดแทนโน้ต” ไม่ใช่แค่ทำตามโน้ต พวกเขาสามารถอธิบายเหตุผลของการเลือกจังหวะ น้ำหนัก หรือแม้แต่การเงียบได้อย่างมีตรรกะ ซึ่งหมายความว่า พวกเขากำลังเปลี่ยนจาก “ผู้ปฏิบัติ” เป็น “ผู้สร้างความหมาย” ในกระบวนการดนตรีร่วมวง
คำถาม:
๐ ถ้าเสียงของคุณคือส่วนหนึ่งของบทสนทนาในวงดนตรี — คุณกำลังพูดอะไรอยู่ในเพลง?
๐ คุณเคยพิจารณาหรือไม่ว่า “ช่วงเวลาเงียบ” ของคุณ มีผลต่อภาพรวมทางอารมณ์ของเพลงอย่างไร?
๐ หากไม่มีโน้ตอยู่ตรงหน้า คุณจะสามารถฟังและเข้าใจได้หรือไม่ว่าเพลงกำลังจะไปในทิศทางใด?
วิธีการเรียนรู้ที่พัฒนา "#การคิดเป็นเพลง": จากการจำโน้ตสู่การเข้าใจดนตรีเชิงโครงสร้าง
การพัฒนาความสามารถในการ “คิดเป็นเพลง” (𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝘁𝗵𝗶𝗻𝗸𝗶𝗻𝗴) ไม่ได้เกิดขึ้นจากการท่องจำโน้ตหรือการทำแบบฝึกหัดซ้ำ ๆ เพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องมีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน สำรวจ ตรวจสอบ และตั้งคำถาม ต่อบทบาทของเสียงที่ตนเองเล่นภายในบริบททางดนตรีที่หลากหลาย ซึ่งเป็นกระบวนการที่สะท้อนแนวทาง 𝗰𝗼𝗻𝘀𝘁𝗿𝘂𝗰𝘁𝗶𝘃𝗶𝘀𝘁 ทางการศึกษาดนตรี (𝗩𝘆𝗴𝗼𝘁𝘀𝗸𝘆, 𝗦𝘄𝗮𝗻𝘄𝗶𝗰𝗸, 𝗘𝗹𝗹𝗶𝗼𝘁𝘁)
งานวิจัยของ 𝗟𝘂𝗰𝘆 𝗚𝗿𝗲𝗲𝗻 (𝟮𝟬𝟬𝟴) ในหัวข้อ 𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰, 𝗜𝗻𝗳𝗼𝗿𝗺𝗮𝗹 𝗟𝗲𝗮𝗿𝗻𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝗦𝗰𝗵𝗼𝗼𝗹 ชี้ว่า ผู้เรียนจะเข้าใจดนตรีได้ลึกกว่าหากได้รับโอกาสในการจัดระบบความรู้ด้วยตนเองผ่านการ “ลองผิดลองถูก” มากกว่าการเรียนรู้ผ่านการบอกแบบตรงไปตรงมาเท่านั้น เธอเสนอว่า “ผู้เรียนควรได้รับบทบาทเป็น ‘ผู้ค้นพบ’ มากกว่า ‘ผู้รับสาร’ ในห้องเรียนดนตรี”
การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง (𝗦𝘁𝗿𝘂𝗰𝘁𝘂𝗿𝗮𝗹 𝗔𝗻𝗮𝗹𝘆𝘀𝗶𝘀): ก่อนเล่นเพลงใด ผู้เรียนควรถูกชักชวนให้สำรวจโครงสร้างพื้นฐานของเพลง เช่น รูปแบบประโยคทางดนตรี (𝗽𝗵𝗿𝗮𝘀𝗲 𝘀𝘁𝗿𝘂𝗰𝘁𝘂𝗿𝗲), ความสัมพันธ์ของช่วงเสียง (𝗶𝗻𝘁𝗲𝗿𝘃𝗮𝗹𝗹𝗶𝗰 𝗿𝗲𝗹𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻𝘀𝗵𝗶𝗽𝘀) หรือการเปลี่ยนคีย์และไดนามิกในช่วงต่าง ๆ กระบวนการนี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจว่าดนตรีมี “ตรรกะภายใน” และไม่ใช่เพียงลำดับของโน้ต
การเปรียบเทียบท่อนเดิมในบริบทต่างกัน (𝗖𝗼𝗻𝘁𝗲𝘅𝘁𝘂𝗮𝗹 𝗩𝗮𝗿𝗶𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻): การให้ผู้เรียนเล่นท่อนเดียวกันแต่ในช่วงเวลาต่างกันของเพลง (เช่น ท่อน 𝗔 ในตอนต้นและตอนท้าย) ทำให้พวกเขาเห็นว่าบริบทส่งผลต่อการตีความน้ำเสียง จังหวะ หรือความรู้สึกอย่างไร สิ่งนี้ฝึกให้ผู้เรียนเข้าใจบทบาทของ “ซ้ำซ้อนเชิงสร้างสรรค์” (𝗰𝗿𝗲𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗿𝗲𝗽𝗲𝘁𝗶𝘁𝗶𝗼𝗻)
การฟังเชิงเปรียบเทียบ (𝗖𝗼𝗺𝗽𝗮𝗿𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗟𝗶𝘀𝘁𝗲𝗻𝗶𝗻𝗴): การฟังเวอร์ชันของนักดนตรีต่างสไตล์ และการอภิปรายว่าการตีความของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร ช่วยฝึกการตัดสินใจเชิงวิจารณ์ (𝗰𝗿𝗶𝘁𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗹𝗶𝘀𝘁𝗲𝗻𝗶𝗻𝗴) และการตระหนักว่าดนตรีไม่มีเพียง “คำตอบเดียว” แต่มีทางเลือกของการสื่อสารหลากหลายรูปแบบ
การสร้างเสียงของตนเอง (𝗖𝗿𝗲𝗮𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗔𝗿𝗿𝗮𝗻𝗴𝗲𝗺𝗲𝗻𝘁): ให้ผู้เรียนได้ทดลองเรียบเรียงท่อนดนตรีใหม่ในรูปแบบง่าย ๆ เช่น เปลี่ยนจังหวะ เปลี่ยนลำดับเสียง หรือเปลี่ยนเครื่องดนตรี วิธีนี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจการจัดวางเสียงในบริบท และเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องหน้าที่ของเสียงแต่ละเสียงในโครงสร้างดนตรี
การตั้งคำถามปลายเปิด (𝗢𝗽𝗲𝗻-𝗲𝗻𝗱𝗲𝗱 𝗜𝗻𝗾𝘂𝗶𝗿𝘆): เช่น “ถ้าเครื่องเคาะไม่ตีในท่อนนี้ เพลงจะยังส่งผลแบบเดิมไหม?” หรือ “ทำไมท่อนนี้ต้องจบแบบนี้?” คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเชิงนามธรรม วิเคราะห์เชิงเหตุผล และเชื่อมโยงเสียงเข้ากับอารมณ์และเจตนาของผู้ประพันธ์
แนวทางเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดของ 𝗗𝗮𝘃𝗶𝗱 𝗝. 𝗘𝗹𝗹𝗶𝗼𝘁𝘁 ใน 𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰 𝗠𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿𝘀 (𝟭𝟵𝟵𝟱) ที่เสนอว่าการเรียนรู้ดนตรีไม่ใช่การ “ฝึกทักษะ” เพียงอย่างเดียว แต่คือการ “เข้าใจและใช้ดนตรีเป็นวิธีสื่อสาร” ดังนั้น การเรียนรู้ดนตรีที่มีความหมาย (𝗺𝗲𝗮𝗻𝗶𝗻𝗴𝗳𝘂𝗹 𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗹𝗲𝗮𝗿𝗻𝗶𝗻𝗴) ต้องมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจเชิงแนวคิด ความรู้สึก และการกระทำทางดนตรีในระดับลึก
*** อ้างอิง
𝗚𝗿𝗲𝗲𝗻, 𝗟. (𝟮𝟬𝟬𝟴). 𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰, 𝗶𝗻𝗳𝗼𝗿𝗺𝗮𝗹 𝗹𝗲𝗮𝗿𝗻𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝘁𝗵𝗲 𝘀𝗰𝗵𝗼𝗼𝗹: 𝗔 𝗻𝗲𝘄 𝗰𝗹𝗮𝘀𝘀𝗿𝗼𝗼𝗺 𝗽𝗲𝗱𝗮𝗴𝗼𝗴𝘆. 𝗔𝘀𝗵𝗴𝗮𝘁𝗲.
𝗘𝗹𝗹𝗶𝗼𝘁𝘁, 𝗗. 𝗝. (𝟭𝟵𝟵𝟱). 𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰 𝗺𝗮𝘁𝘁𝗲𝗿𝘀: 𝗔 𝗻𝗲𝘄 𝗽𝗵𝗶𝗹𝗼𝘀𝗼𝗽𝗵𝘆 𝗼𝗳 𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰 𝗲𝗱𝘂𝗰𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻. 𝗢𝘅𝗳𝗼𝗿𝗱 𝗨𝗻𝗶𝘃𝗲𝗿𝘀𝗶𝘁𝘆 𝗣𝗿𝗲𝘀𝘀.
คำถาม:
๐ วันนี้ คุณสอนให้นักเรียน “เล่นให้ตรงโน้ต” หรือ “เข้าใจว่าเสียงนั้นทำหน้าที่อะไรในเพลง?”
๐ คุณเคยให้พื้นที่ในห้องเรียนสำหรับการ “ลองเรียบเรียง” หรือ “ฟังเชิงเปรียบเทียบ” มากน้อยแค่ไหน?
๐ เมื่อคุณเล่นท่อนหนึ่ง คุณรู้หรือไม่ว่าเสียงนั้นเป็นคำถามหรือคำตอบในบทสนทนาดนตรี?
๐ คุณเคยฟังไลน์ของเพื่อนร่วมวงอย่างตั้งใจในระหว่างที่ตนเองไม่ได้เล่นหรือไม่?
๐ ถ้าไม่มีโน้ตเลย คุณจะสามารถอธิบายแนวคิดของเพลงที่คุณเล่นอยู่ให้ใครสักคนเข้าใจได้หรือเปล่า?
๐ หากวันนี้ไม่มีครูคอยบอก คุณจะนำเสนอเพลงนั้นด้วยน้ำเสียงและจังหวะแบบใด?
๐ คุณคิดว่า…คุณกำลังเล่นดนตรี หรือแค่เล่นเสียง?
บทสรุป: #จากการจำเสียง…#สู่การเข้าใจดนตรี
“#การคิดเป็นเพลง” (𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗧𝗵𝗶𝗻𝗸𝗶𝗻𝗴) ไม่ใช่เพียงทางเลือกทางปัญญา แต่เป็น แกนกลาง ของการเติบโตทางดนตรีที่ยั่งยืน เพราะในท้ายที่สุด เป้าหมายของการเรียนดนตรีไม่ใช่แค่ให้เด็กสามารถ “เล่นได้” แต่คือการทำให้พวกเขา “สื่อสารได้” ผ่านภาษาของเสียงอย่างมีเจตนาและความเข้าใจ
เมื่อผู้เรียนเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนเองเล่น พวกเขาจะไม่หยุดอยู่ที่ความแม่นยำเชิงเทคนิค แต่จะเข้าสู่กระบวนการตีความ (𝗶𝗻𝘁𝗲𝗿𝗽𝗿𝗲𝘁𝗮𝘁𝗶𝗼𝗻) การฟังอย่างมีส่วนร่วม (𝗮𝗰𝘁𝗶𝘃𝗲 𝗹𝗶𝘀𝘁𝗲𝗻𝗶𝗻𝗴) และการประเมินคุณค่าของเสียงภายในบริบทกว้างของเพลง กระบวนการเหล่านี้จะเปลี่ยนนักเรียนจาก “ผู้ผลิตเสียง” ไปสู่ “ผู้สื่อสารทางดนตรี” ที่มีภาวะผู้นำในเชิงวัฒนธรรมและอารมณ์
แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ 𝗖𝗵𝗿𝗶𝘀𝘁𝗼𝗽𝗵𝗲𝗿 𝗦𝗺𝗮𝗹𝗹 ผู้เสนอคำว่า 𝗺𝘂𝘀𝗶𝗰𝗸𝗶𝗻𝗴 — ดนตรีไม่ใช่สิ่งของ (𝘁𝗵𝗶𝗻𝗴) แต่คือการกระทำ (𝗮𝗰𝘁𝗶𝘃𝗶𝘁𝘆) และเมื่อเด็กสามารถคิดเป็นเพลงได้ พวกเขาจะไม่เพียง “#เล่นโน้ตให้ตรง” แต่จะ “มีบทบาทในบทสนทนาทางวัฒนธรรมของเสียง”
พวกเขาจะไม่เป็นเพียงผู้เรียนดนตรี แต่จะเป็น “ผู้อยู่ในวงสนทนาดนตรี” ที่พร้อมสื่อสารบนเวทีใดก็ได้ เพราะสิ่งที่พวกเขาจำไม่ใช่แค่ “เสียง” แต่คือ “โครงสร้าง ความรู้สึก และความหมาย” ของดนตรีที่มีชีวิตอยู่ในตัวเขา
***อ้างอิง 𝗦𝗺𝗮𝗹𝗹, 𝗖. (𝟭𝟵𝟵𝟴). 𝗠𝘂𝘀𝗶𝗰𝗸𝗶𝗻𝗴: 𝗧𝗵𝗲 𝗺𝗲𝗮𝗻𝗶𝗻𝗴𝘀 𝗼𝗳 𝗽𝗲𝗿𝗳𝗼𝗿𝗺𝗶𝗻𝗴 𝗮𝗻𝗱 𝗹𝗶𝘀𝘁𝗲𝗻𝗶𝗻𝗴. 𝗪𝗲𝘀𝗹𝗲𝘆𝗮𝗻 𝗨𝗻𝗶𝘃𝗲𝗿𝘀𝗶𝘁𝘆 𝗣𝗿𝗲𝘀𝘀.
Comments