top of page
Search

“พ่อแม่ที่กล้าเปิดโอกาสให้ลูกได้สร้าง…จะได้เห็นสิ่งที่แม้แต่ลูกเองก็ไม่เคยคิดว่าทำได้”

  • Writer: Dr.Kasem THipayametrakul
    Dr.Kasem THipayametrakul
  • Jun 20, 2025
  • 2 min read

การเรียนรู้ไม่ได้เริ่มต้นจากความสามารถ — แต่มักเริ่มต้นจาก “#โอกาส” ที่ใครสักคนเปิดไว้ให้



  ความสามารถไม่ได้ถูกสร้างจากการ “สอน” แต่เกิดจากการ “ให้พื้นที่”



เราเติบโตมากับระบบที่ทำให้เชื่อว่า “#การสอน” คือกุญแจสำคัญของการเรียนรู้ — ว่าถ้ามีคนที่เก่งกว่า อธิบายให้ฟังอย่างชัดเจน วางแผนให้รัดกุม แบ่งเวลาให้เหมาะสม เด็กก็จะพัฒนาได้อย่างแน่นอน แต่ในความเป็นจริงนั้น หลายครั้งเด็กไม่ได้ขาด “คำสอน” หากแต่ขาด “พื้นที่ให้ลอง”



๐ พื้นที่ว่างที่ไม่มีคำตอบตายตัว


๐ พื้นที่ที่ไม่มีใครรีบเฉลย


๐ พื้นที่ที่เปิดให้เขา “ลองผิด” โดยไม่ถูกรีบดึงกลับมาที่คำตอบที่ถูก


๐ และพื้นที่ที่ปล่อยให้เขาตั้งคำถามกับโลกก่อนที่จะรับคำอธิบายใด ๆ



วิชาที่สร้างพื้นที่แบบนี้ได้ดีที่สุด กลับไม่ใช่วิชาหลักที่มีอยู่ในระบบการศึกษาเสมอไป แต่มักเป็นวิชาที่สังคมมองว่า “เสริม” อย่างศิลปะ ดนตรี และการเต้น วิชาเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กจำคำตอบให้ตรงข้อสอบ แต่เปิดโอกาสให้เขาได้ตั้งโจทย์ของตัวเอง และสร้างคำตอบขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง



ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่กำลังนั่งแต่งทำนองดนตรีของตัวเอง — เขาไม่จำเป็นต้องเล่นเก่งที่สุด ไม่ต้องใช้เทคนิคยากที่สุด แต่เขากำลังฝึก “ฟังตัวเอง” ไปพร้อมกับการฟังเสียงโน้ต



หรือเด็กอีกคนที่กำลังออกแบบท่ารำที่ไม่มีใครสั่ง — เขาไม่ได้แค่เคลื่อนไหว แต่กำลังใช้ร่างกายแทนถ้อยคำที่พูดไม่ออก



หรือแม้กระทั่งเด็กที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ตรงหน้าผืนกระดาษว่าง เขาอาจจะยังไม่รู้ว่าจะวาดอะไร แต่เขากำลังเรียนรู้ที่จะ “ตัดสินใจเริ่ม” แม้ยังไม่มีคำตอบอยู่ในหัว



นี่คือการเรียนรู้ที่ลึกกว่าการจดจำ — คือการสร้างตัวตนผ่านกระบวนการลงมือทำจริง ฝึกให้เขารู้จักความไม่แน่นอน ฝึกให้เขาได้ล้มเหลวโดยไม่ถูกตำหนิ และฝึกให้เขารู้ว่าความภูมิใจที่แท้จริง ไม่ได้มาจากคำชมของคนอื่น แต่มาจากความรู้สึกว่า “ฉันทำสิ่งนี้ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง”



เพราะแบบฝึกหัดบางแบบ ไม่สามารถใส่ในสมุดการบ้าน แต่ต้องเกิดขึ้นในสนามที่เปิดกว้างพอให้เด็กได้ลอง “#สร้างบางสิ่งที่ไม่มีใครสอน



บางครั้งเด็ก ๆ ไม่ได้ต้องการครูที่เก่งที่สุด



แต่ต้องการคนที่กล้าสร้างพื้นที่ให้เขาได้ทดลอง บ่มเพาะ และเติบโตในแบบของตัวเอง



และคนคนนั้น…อาจเป็นพ่อแม่ที่ไม่รีบเร่ง ไม่ดึงมือกลับ ไม่ขีดเส้นไว้ก่อน และไม่กลัวว่าลูกจะ “ผิด”



✧ คำถามที่อยากชวนคุณคิดในฐานะพ่อแม่คือ — ลูกของคุณ เคยมีโอกาส “ตัดสินใจสร้างบางสิ่งด้วยตัวเอง” โดยไม่มีใครสั่งหรือยัง? ถ้ายัง…โอกาสนั้นอาจกำลังรอแค่ “พื้นที่ว่างเล็ก ๆ” ที่คุณเป็นคนเปิดไว้ให้



  การสร้าง…คือการค้นพบตัวเองโดยไม่รู้ตัว



หลายคนมักคิดว่าการเรียนดนตรี คือการฝึกฝนเพื่อให้เล่นเก่ง เล่นได้ถูกต้องตามโน้ต แต่ในความเป็นจริงนั้น เด็กที่ได้ฝึกดนตรีไม่ได้เรียนรู้แค่เรื่องของเสียงเพลงหรือเทคนิคการเล่นเท่านั้น แต่กำลังซึมซับบทเรียนชีวิตสำคัญ ๆ ที่ไม่มีใครสอนในตำราเรียน



เมื่อเด็กฝึกหายใจพร้อมกับวงดนตรี พวกเขาไม่ได้แค่ควบคุมลมหายใจให้ถูกจังหวะ แต่กำลังเรียนรู้ที่จะ “#อยู่ร่วมกับผู้อื่น” โดยต้องฟังและปรับตัวให้กลมกลืนกับเสียงคนอื่น ๆ รอบข้าง การเล่นดนตรีแบบกลุ่มจึงกลายเป็นบทเรียนแรกของการทำงานเป็นทีม และเข้าใจถึงความสำคัญของการประสานความคิดและความรู้สึก



เมื่อเด็กต้องแก้จังหวะที่ผิดในขณะเล่นสด เขาไม่ได้เพียงแต่แก้ไขความผิดพลาดทางเทคนิค แต่กำลังฝึกที่จะ “ยอมรับความล้มเหลว” ในแบบที่ไม่ทำให้หมดกำลังใจ และเรียนรู้ที่จะปรับตัวกับสถานการณ์จริงที่ไม่สมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดในดนตรีเหมือนบททดสอบแรกของชีวิต ที่สอนให้รู้ว่าไม่มีใครทำทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่แรก



และการแสดงสด คือการฝึก “#ยืนอยู่บนเวทีที่ไม่มีความแน่นอน



ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งเสียงแตก เสียงขาด หรือความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ



แต่เด็กที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้จะเติบโตขึ้นเป็นคนที่มั่นใจ พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน และกล้าที่จะก้าวเดินต่อไปแม้ไม่รู้ว่าเส้นทางจะจบลงที่ไหน



บทเรียนเหล่านี้ไม่มีในหนังสือเรียน ไม่มีในข้อสอบมาตรฐาน แต่เป็นสิ่งที่ซึมซับเข้าไปในตัวเด็กอย่างลึกซึ้ง ผ่านประสบการณ์จริงที่ต้อง “ทำตาม” และท้ายที่สุดก็เรียนรู้ที่จะ “#สร้างสรรค์” ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง



✧ คำถามที่อยากชวนผู้ปกครองลองถามตัวเองคือ — วันนี้ลูกของคุณ กำลังอยู่ในสถานะ “ทำตาม” หรือ “สร้างสรรค์”? เพราะความแตกต่างนี้จะส่งผลต่อการเติบโตทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในตัวเองของลูกไปตลอดชีวิต



  ความมั่นใจไม่ได้เกิดจากคำชม แต่เกิดจาก “ประสบการณ์ที่ทำสำเร็จด้วยมือของตัวเอง”



หลายครั้งที่ผู้ปกครองมักจะให้กำลังใจลูกด้วยคำชม เช่น “เก่งมากๆ” หรือ “ทำได้ดีแล้ว” ซึ่งแน่นอนว่าคำชมเหล่านี้มีความสำคัญ แต่ความมั่นใจที่แท้จริงของเด็กนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคำพูดจากคนรอบข้างเท่านั้น หากแต่เกิดจาก “#ประสบการณ์ตรง” ที่พวกเขาได้ลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง จนเห็นผลลัพธ์ และรู้สึกว่า “ฉันทำได้จริง ๆ”



เมื่อเด็กได้เรียนรู้ศิลปะ ดนตรี หรือการเต้น พวกเขาจะได้ฝึกทักษะสำคัญหลายอย่างมากกว่าการสร้างผลงานให้สวยงามเพียงอย่างเดียว กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้เป็นสนามฝึกที่สอนให้เด็กได้ฟังเสียงภายในตัวเอง คิดหาวิธีแก้ไขปัญหา และทดลองค้นหาทางออกในแบบของตัวเอง การได้ลงมือทำซ้ำ ๆ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ได้



และเมื่อเวลาผ่านไป เด็กบางคนจะสามารถสร้างผลงานที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดว่าทำได้ ผลงานเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ความสำเร็จในเชิงรูปธรรม แต่เป็นการเติบโตของความมั่นใจและความภูมิใจที่เกิดขึ้นจาก “การได้สร้างด้วยมือของตัวเอง” อย่างแท้จริง



สำหรับผู้ปกครอง การเห็นลูกประสบความสำเร็จในแบบนี้ ถือเป็นของขวัญล้ำค่าที่สุด เพราะคุณคือผู้ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจนที่สุด และเป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้ลูกกล้าเดินหน้าต่อไป



✧ คำถามสำหรับผู้ปกครองที่อยากชวนให้คิด คือ คุณกล้าให้ลูกได้ลองทำสิ่งที่เขายัง “ไม่มั่นใจ” หรือเปล่า? หรือคุณยังกลัวว่าเขาจะล้มเหลว? เพราะบางครั้ง ความล้มเหลวเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านั้นแหละ ที่จะหล่อหลอมความมั่นใจและพัฒนาการของลูกให้เติบโตอย่างแข็งแรง



  ความกล้าของพ่อแม่…คือแรงสนับสนุนที่ดีที่สุดของลูก



ในฐานะผู้ปกครอง หลายครั้งที่เราตั้งความหวังไว้กับลูกว่าอยากให้เขา “เก่ง” ในสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ศิลปะ หรือการเต้น แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าผลลัพธ์หรือความสำเร็จ คือความกล้าที่เราจะเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองและได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ไม่จำเป็นต้องรอให้ลูก “เก่ง” หรือ “พร้อม” ก่อนเสมอไป



การให้ลูกได้ลงมือทำในสิ่งที่เขายัง “ไม่มั่นใจ” นั้น เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งของพ่อแม่ว่าลูกมีศักยภาพและสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง เมื่อพ่อแม่กล้าที่จะสนับสนุน แม้ผลลัพธ์จะยังไม่สมบูรณ์แบบ หรือยังไม่เป็นไปตามที่หวัง แต่กระบวนการเรียนรู้และการพยายามของลูกจะเป็นแรงผลักดันให้เขาค้นพบความสามารถที่แท้จริงของตัวเอง



การสนับสนุนในช่วงเวลาที่ลูกกำลังเริ่มต้น ยังไม่มั่นใจ หรือแม้แต่ล้มเหลว คือของขวัญล้ำค่าที่พ่อแม่มอบให้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจภายในใจลูกให้แข็งแกร่งขึ้น โดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด



คำถามสำหรับผู้ปกครอง คือ ถ้าผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน คุณยังพร้อมที่จะยืนเคียงข้างและสนับสนุนลูกหรือไม่? เพราะความกล้าของพ่อแม่ที่พร้อมให้โอกาส ทดลอง และยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ นั่นแหละคือแรงสนับสนุนที่ดีที่สุดที่ลูกต้องการ เพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจและเต็มไปด้วยพลัง



  ศักยภาพของลูก…ไม่ได้อยู่ที่ว่าเขารู้แค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าเขากล้าสร้างแค่ไหน



หลายครั้งที่ผู้ปกครองมักจะกังวลว่าลูกจะมีความรู้หรือความสามารถมากน้อยแค่ไหน หรือกังวลว่าเขาจะ “เก่งพอ” หรือไม่ แต่ความจริงที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ลูกมีศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเองมากมาย — ศักยภาพที่ไม่สามารถวัดได้จากคะแนนหรือทักษะที่เรียนรู้ผ่านตำรา แต่เป็นศักยภาพที่เกิดจากความกล้าในการสร้างสรรค์ ทดลอง และก้าวออกจากกรอบเดิมๆ



เด็กบางคนอาจไม่เคยรู้ว่าภายในตัวเองมี “อะไรบางอย่าง” ที่พิเศษและแตกต่าง จนกว่าจะมีคนที่อยู่ใกล้ชิดอย่างพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครู เปิดประตู เปิดพื้นที่ และให้โอกาสเขาได้ก้าวออกไปลองทำสิ่งใหม่ๆ ได้สร้างสรรค์ และได้เรียนรู้จากความผิดพลาดโดยไม่ถูกตัดสิน



การ “กล้าสร้าง” ของลูก ไม่ใช่แค่การทำตามคำสั่งหรือเลียนแบบสิ่งที่เคยเห็น แต่คือการได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เลือกทางของตัวเอง และค้นพบเสียงของตัวเองในโลกที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยความเป็นไปได้



เพราะเมื่อใดที่ลูกได้รับโอกาสและแรงสนับสนุนในการก้าวออกไปสร้างสิ่งใหม่ๆ ด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ศักยภาพที่แท้จริงในตัวเขาจะเริ่มผลิบาน และคุณจะได้เห็นสิ่งที่แม้แต่ลูกเองก็อาจไม่เคยคิดว่าจะทำได้มาก่อน



ท้ายที่สุด ศักยภาพของลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้หรือความเก่ง แต่มาจากความกล้าที่จะ “สร้าง” อย่างเต็มที่ และนั่นคือสิ่งที่พ่อแม่และผู้ปกครองทุกคนสามารถช่วยจุดประกายได้ด้วยการให้โอกาสและเชื่อมั่นในตัวเขาเอง  

 
 
 

Comments


bottom of page