top of page
Search

🥁 “ตำแหน่งการตีส่งผลต่อ 𝗖𝗵𝗮𝗿𝗮𝗰𝘁𝗲𝗿 ของโน้ตแต่ละตัว”

  • Writer: Dr.Kasem THipayametrakul
    Dr.Kasem THipayametrakul
  • Apr 11, 2025
  • 1 min read


ทุกเสียงที่เกิดจากเครื่องเคาะ ไม่ว่าจะเป็นกลองชุดหรือเพอร์คัชชันประเภทใด ล้วนมีมิติของเสียงที่สามารถวิเคราะห์ แยกแยะ และควบคุมได้ผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ เช่น ความแรงของการตี ความเร็ว ความสัมพันธ์กับจังหวะ และ 𝗱𝘆𝗻𝗮𝗺𝗶𝗰 ของมือ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งมิติสำคัญที่มักถูกละเลย นั่นคือ “ตำแหน่งที่ไม้กระทบกับผิวของเครื่องดนตรี”



ตำแหน่งที่ตีส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของเสียง ตั้งแต่ลักษณะการสั่น โทนเสียง ความหนาแน่นของคลื่นเสียง ไปจนถึงความรู้สึกของเสียงในเชิงกายภาพ เช่น ความกระชับ ความเปิด ความลอย หรือความแข็ง ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นแม้จะใช้แรงเท่าเดิม เวลาเท่าเดิม และตีโน้ตเดียวกัน



เสียงหนึ่งเสียงจึงไม่ใช่สิ่งตายตัว หากแต่เป็นผลรวมของ “การเลือก” ในรายละเอียดที่เล็กที่สุด และตำแหน่งของการตีคือหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อบุคลิกของโน้ตในระดับที่มืออาชีพต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง



 #คำถามคือ  คุณให้ค่ากับ “ตำแหน่ง” ที่ตีบนเครื่องดนตรีมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับความเร็วหรือแรงที่ใช้?





เครื่องดนตรีประเภทเคาะไม่ตอบสนองต่อการตีแบบเส้นตรง แต่ตอบสนองต่อ "#ตำแหน่งสัมผัส" แบบพื้นที่ เสียงที่เกิดขึ้นจากการกระทบจะถูกส่งผ่านวัสดุ เช่น หนังพลาสติก โลหะ ไม้ และจะสะท้อนพลังงานในรูปของคลื่นเสียง ซึ่งกระจายตัวแตกต่างกันไปตามลักษณะทางกายภาพของพื้นผิวนั้น



บน 𝘀𝗻𝗮𝗿𝗲 𝗱𝗿𝘂𝗺 ตำแหน่งกลางให้เสียงที่เต็ม อัดแน่น มีความหนาและโฟกัสสูง เนื่องจากเป็นจุดที่แรงกระทบถูกส่งตรงเข้าศูนย์กลางของความตึงผิว ตรงข้ามกับการตีใกล้ขอบ ที่จะให้เสียงบางกว่า มี 𝗼𝘃𝗲𝗿𝘁𝗼𝗻𝗲𝘀 มากขึ้น และกระจายตัวของคลื่นเสียงไม่เป็นระเบียบเท่ากึ่งกลาง



บน 𝗰𝘆𝗺𝗯𝗮𝗹 เช่น 𝗿𝗶𝗱𝗲 หรือ 𝗰𝗿𝗮𝘀𝗵 การตีใกล้ 𝗯𝗲𝗹𝗹 จะเร่งความถี่สูง (𝗵𝗶𝗴𝗵 𝗽𝗮𝗿𝘁𝗶𝗮𝗹𝘀) ให้เกิดเร็ว เสียงที่ได้จะคม ใส และแหลมมาก ขณะที่การตีไปทาง 𝗲𝗱𝗴𝗲 จะให้เสียงที่กว้างกว่า มีแรงสะท้อนมากขึ้น และมักใช้เพื่อสร้าง 𝘁𝗲𝘅𝘁𝘂𝗿𝗲 ที่กระจายตัวออกจากแกนกลางของจังหวะ



ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางเทคนิคเสียง แต่ส่งผลต่อวิธีที่โน้ตนั้น "สื่อสาร" กับผู้ฟัง และเครื่องดนตรีอื่นในวง





ทุกโน้ตคือการเลือก และทุกตำแหน่งที่ตีคือตัวเลือกหนึ่งในกระบวนการออกแบบเสียง ยิ่งผู้เล่นเข้าใจว่าแต่ละตำแหน่งให้ 𝗰𝗵𝗮𝗿𝗮𝗰𝘁𝗲𝗿 แบบใด ยิ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางดนตรีเพื่อปรับอารมณ์ของ 𝗴𝗿𝗼𝗼𝘃𝗲 หรือ 𝗳𝗶𝗹𝗹 ได้มากเท่านั้น



ตัวอย่างเช่น ในการเล่น 𝗴𝗿𝗼𝗼𝘃𝗲 ช้า ๆ ที่ต้องการความหนักแน่นและชัดเจน การตี 𝘀𝗻𝗮𝗿𝗲 ที่ศูนย์กลางจะให้ความรู้สึกหนักแน่น มีมวล ขณะที่หากเปลี่ยนมาใช้การตีใกล้ขอบใน 𝗴𝗿𝗼𝗼𝘃𝗲 เดิม อาจทำให้โน้ตนั้นโปร่งขึ้น เบาลง และเหมาะกับช่วง 𝘃𝗲𝗿𝘀𝗲 ที่ต้องการลดพลังงานโดยไม่ลด 𝘁𝗲𝗺𝗽𝗼



การเปลี่ยนตำแหน่งการตีจึงเปรียบเหมือนการเปลี่ยน “#โทนเสียง” ในภาษา อาจใช้คำเดียวกัน แต่โทนเปลี่ยน ความรู้สึกก็เปลี่ยน และโน้ตกลองก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน



 #คำถามคือ :ในระหว่างที่คุณเล่นเพลงเดียวกัน คุณเคยเปลี่ยนตำแหน่งการตีเพื่อ “เล่าอารมณ์” ให้ต่างกันบ้างหรือไม่?





การฝึกฝนเพื่อควบคุมตำแหน่งของการตีไม่ใช่แค่การพยายามตีให้แม่น แต่คือการฝึก “#การได้ยินที่ละเอียดขึ้น” เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเชื่อมโยงตำแหน่งกับเสียงที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน กระบวนการนี้เริ่มจากการตีโน้ตเดิมหลาย ๆ ครั้งโดยเปลี่ยนตำแหน่งทีละนิด และสังเกตว่าอะไรเปลี่ยนแปลงในเสียง



เมื่อเกิดการรับรู้ที่ละเอียดแล้ว จึงฝึกควบคุมในบริบทจริง เช่น การออกแบบ 𝗴𝗿𝗼𝗼𝘃𝗲 ที่มี 𝘀𝗻𝗮𝗿𝗲 𝟰 𝘀𝘁𝗿𝗼𝗸𝗲 แต่เปลี่ยนตำแหน่งของการตีเพื่อให้ได้ 𝘁𝗲𝘅𝘁𝘂𝗿𝗲 ที่หลากหลาย หรือแม้แต่การออกแบบ 𝗳𝗶𝗹𝗹 โดยใช้เสียงจากตำแหน่งต่าง ๆ แทนการใช้โน้ตหรือจังหวะที่แตกต่าง



การฝึกลักษณะนี้ช่วยให้มือกลองสามารถสร้าง “#ความหลากหลายทางเสียง” ได้มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคที่ซับซ้อนหรือเพิ่มความเร็ว เพียงแค่ควบคุม “เจตนาในการตี” ให้ละเอียดขึ้นเท่านั้น



 #และคำถามคือ คุณสามารถตี 𝘀𝗻𝗮𝗿𝗲 เพียงใบเดียวให้มีเสียงต่างกัน 𝟰 แบบได้โดยเปลี่ยนแค่ตำแหน่งการตีหรือไม่?



 ดังนั้น การเข้าใจและควบคุมตำแหน่งของการตีคือการเข้าใจแก่นแท้ของเสียงในฐานะ “#การออกแบบ” มากกว่า “#การกระทำ” เสียงที่ดีไม่ใช่แค่เสียงที่ดังหรือแม่นยำ แต่คือเสียงที่มีความตั้งใจในระดับรายละเอียด แม้เพียงตำแหน่งของไม้ที่กระทบกับผิวเครื่องดนตรี



มือกลองที่ให้ความสำคัญกับตำแหน่งของการตีในทุกโน้ต จะสามารถออกแบบเสียงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ อารมณ์ของเพลง และบริบทของวงได้อย่างลึกซึ้ง ในขณะที่มือกลองที่มองข้ามเรื่องนี้ จะพลาดโอกาสในการสื่อสารทางดนตรีในมิติที่ละเอียดที่สุดครับ  



 
 
 

Comments


bottom of page